Untitled-11

ร้อยไหม

 

เทคโนโลยีการศัลยกรรมนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเกาหลี ซึ่งการรอ้อยไหมก็เช่นกัน มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี จนได้รับการยอมรับมากว่า 10  ปีในทวีปเอเชีย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้หญิงที่อยากพัฒนารูปร่าง หน้าตา ให้สวยอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด การร้อยไหมจึงได้ถูกคิดค้นขึ้น

 

 

โดยในการร้อยไหมจะอาศัยเทคนิควิธีการร้อยเส้นไหมระหว่างชั้นผิวหนังบนใบหน้า โดยมีการพิสูจน์แล้วว่าการร้อยไหมเข้าไปนั้นจะต้องใช้ไหมละลายเพื่อไม่ต้องมาเอาไหมออก และร่างกายจะมองว่าไหมที่ร้อยเข้ามานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงต้องสร้างคอลลาเจนมาล้อมรอบเส้นไหมที่อยู่บริเวณนี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังภายในบริเวณนั้นได้รับอันตรายจากการช้ำของบริเวณที่ใช้เข็มเจาะเพื่อเอาไหมแทรกลงไประหว่างชั้นผิวหนัง และไหมจะละลายไปเอง แต่ยังคงเหลือไว้เพียงคอลลาเจนที่รวมตัวกันอยู่ ซึ่งคอลลาเจนจะช่วยทำให้ผิวหนังบริเวณที่มีคอลลาเจนอยู่จำนวนมากเต่งตึง ดูไม่แก่ และกระชับตลอดเวลาอีกด้วย

 

การใช้ไหมละลายเป็นเครื่องมือของการร้อยไหมนั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเส้นไหมจะละลายได้เองภายใน 6-12 เดือนอยู่แล้ว แต่ตามที่สถาบันความงามมักจะอ้างว่ามีประสิทธิภาพต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี แต่ในความเป็นจริงนั้น หากเส้นไหมที่ถูกร้อยเข้าไปละลายแล้ว ตัวคอลลาเจนที่ร่างกายผลิตขึ้นมาใช้งานชั่วคราวได้ซ่อมแซมผิวหนังบริเวณนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วคอลลาเจนก็จะสลายตัวลง อาจมีผลปรากฎอยู่ได้เพียง 6-18 เดือนเท่านั้น แล้วแต่ระยะเวลาที่ไหมละลาย จากนั้นใบหน้าอาจกลับสู่สภาพปกติ ซึ่งอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย

 

ส่วนการร้อยไหมด้วยการใช้ไหมทองคำนั้น ที่ตามสถาบันความงามมักเอามาจัดโปรโมชั่นทำการตลาดให้คนสนใจ แต่จริงๆแล้วในทางการแพทย์นั้นค่อนข้างอันตรายมากกว่าไหมธรรมดา เนื่องจากไหมเป็นไหมชนิดเส้นเล็กและยังขาดได้ง่าย และเมื่อเส้นไหมขาดแล้วก็จะนำออกจากร่างกายได้ยาก รวมถึงความเชื่อผิดๆที่ว่าทองจะไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงทองไม่ได้มีผลต่อการสร้างคอลลาเจนเลย

 

โดยทั่วไปนั่นการร้อยไหมจะมีผลข้างเคียงมาก หากผู้ที่จะร้อยไหมใช้เส้นไหมที่มีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวด หรือตึงมากเกินไปที่บริเวณที่หน้า นอกจากนั้นเมื่อระยะเวลาผ่านไปช่วงหนึ่งเส้นไหมอาจโผล่ออกมาสูดอากาศข้างนอกได้เช่นกัน เนื่องจากว่าไหมที่มีขนาดใหญ่นั้นความยืดหยุ่นจะมีน้อยกว่าไหมเส้นเล็ก แต่หากเลือกไหมเส้นเล็กเกินไปเส้นไมก็จะขาดง่ายทำใหไม่ได้ผลการรักษาที่ดีด้วย

Print

Untitled-8

ราคาค่าบริการ

Meso Bright เพื่อหน้าขาว สว่างสดใส   1  เข็ม   2,200 บาท

Meso Bright เพื่อหน้าขาว สว่างสดใส   5  เข็ม   8,500 บาท

Meso Bright เพื่อหน้าขาว สว่างสดใส   10 เข็ม   14,500 บาท

Meso Slim Face ลดไขมันหน้า               1  เข็ม    1,500 บาท

Meso Slim Face ลดไขมันหน้า               5  เข็ม    6,500 บาท

Meso Slim Face ลดไขมันหน้า               10  เข็ม   12,000 บาท

เมโสคือ การฉีดสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวของเรา เช่น วิตามินซี กรดวิตามินเอ หรือสารแอนติออกซิเดนท์ เข้าไปที่ผิวชั้นในของเราที่เรียกว่า “ผิวชั้นเมโส” โดยหลักการทำงานของมันก็คือการให้สารที่ฉีดเข้าไปช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูผิวของเราในชั้นเมโสให้ดีขึ้นเต่งตึงขึ้น ทำให้ผิวของเราเนียนเรียบ ลดริ้วรอยจุดด่างดำ ร่องรอยสิวได้

ข้อดีของการทำเมโสหน้าใส

    • ไม่เจ็บมากนัก เนื่องจากเป็นการใช้เข็มฉีดเข้าไปที่หน้า เพื่อส่งวิตามินเข้าไปบำรุงผิวเท่านั้น
    • ไม่ต้องพักฟื้น ใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลังจากทำเสร็จใหม่หน้าจะแดง ช้ำนิดหน่อย อีก 2 วันก็จะหายแดงกลับมาเป็นปกติ
    • ผลข้างเคียงน้อย ไม่ต้องกลัวหน้าไหม้เหมือนทำเลเซอร์ นอกจากบางคนจะแพ้สารที่ฉีดเข้าไป ซึ่งมีโอกาสน้อยมาก
  • ราคาสบายๆกระเป๋า
ดูแลหลังทำเมโส
Untitled-16

 

เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเม็ดสีที่ผิวหนังซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้หญิงมากกว่า แต่ในผู้ชายก็สามารถเกิดได้ถ้าตากแดดบ่อยๆ นอกจากแสงแดดแล้วแสงจากจอคอมพิวเตอร์หรือแสงจากหลอดไฟก็มีส่วน ความร้อนจากการอยู่หน้าเตาแก๊สก็ด้วย วัยที่เริ่มเป็นฝ้าคือ วัยกลางคน พบมากในกลุ่มคนที่อยู่ประเทศเขตร้อนเพราะได้รับแสงแดดในปริมาณที่มากและถ้าหากไม่ได้รับการดูแล การบำรุงผิวที่มากเพียงพอและอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางพันธุกรรมและฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย สำหรับฝ้าที่เกิดจากฮอร์โมน คือฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือในช่วงที่กินยาคุมกำเนิด เมื่อหมดจากการกระตุ้นฮอร์โมนดังกล่าวฝ้าที่เป็นอยู่ก็จะหายไปเอง รวมถึงการแพ้เครื่องสำอางค์บางชนิดก็อาจจะทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน

การดูแลรักษาฝ้า

– การใช้ยาทา  ที่มีตัวยาไฮโดรควิโนนหรือกรดวิตามินเอ เพื่อไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี หรือใช้สารในกลุ่มไวท์เทนิ่ง เช่น กรดโคจิก ชาเขียว ชาขาว ซึ่งจะมีพิษน้อยกว่าจำพวกที่เป็นตัวยา แต่ประสิทธิภาพในการรักษายังไม่แน่นอน เพราะยังไม่มีหลักฐานทางด้านวิชาการมาสนับสนุนที่แน่นอน

– การทำลอกผิว ทำได้ 3 ระดับทั้งระดับตื้น ระดับกลาง และระดับลึกลงไปในผิวหนัง  โดยการรักษาในแต่ละระดับผิวจะใช้กรดผลไม้ในปริมาณที่ต่างกัน ทำให้เซลล์หนังกำพร้าที่มีเม็ดสีเข้มกว่าปกติลอกหลุดจากผิวเร็วขึ้น เมื่อเซลล์ใหม่เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่ก็จะทำให้ฝ้าดูจางลง แต่เนื่องจากกรดผลไม้ทีใช้จะค่อนข้างเข้มข้นจึงต้องระวังการแสบไหม้ของผิวหนังและจะทำให้เป็นแผลเป็นได้ ต้องทายาทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วเช็ดออกด้วยน้ำเปล่า ผิวหน้าอาจจะบวมขึ้นเล็กน้อย หลังลอกหน้าผิวจะไวต่อแสงจึงต้องใช้ครีมกันแดดทีมี SPF 15 เป็นอย่างต่ำ ทาทุกวัน และ2-3 วันต่อมาผิวจะเริ่มลอก รอยด่างดำจะหายไปบ้าง อาจจะต้องต่อเนื่องหลายๆครั้ง โดยแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลดี

– การเลเซอร์ เป็นการรักษาโดยใช้พลังงานแสงไปยังบริเวณที่เป็นฝ้า มีผลทำให้ฝ้านั้นจางลงหรือหายไป เห็นผลค่อนข้างรวดเร็ว เหมาะกับผู้ที่ผิวค่อนข้างขาวและเป็นฝ้าไม่มาก โดยจะทำการรักษาทุกๆ 1-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว รวมทั้งต้องทายาและทาครีมกันแดดร่วมด้วย

-การกรอผิว ช่วยเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าที่อยู่ในชั้นตื้นๆ อีกทั้งช่วยให้ผิวเรียบสีผิวสม่ำเสมอขึ้น ควรทำต่อเนื่องกัน ทุก 1-2 สัปดาห์ขึ้นกับสภาพผิว

การป้องกันการเกิดฝ้า คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสแดงแดด แสงไฟ แสงจากคอมพิวเตอร์ หรือความร้อนโดยตรง ควรใช้ครีมกัดแดดที่มีส่วนผสมของ SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไปเป็นประจำสม่ำเสมอทุกครั้งก่อนออกแดด และบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่น รับประทานอาหารหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของ วิตามินเอ และ วิตามินซี

 

 

Untitled-22

ผิวหมองคล้ำ

ทุกวันนี้เวลาดูกระจกเคยสังเกตผิวของตัวเองกันบ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้ผิวของเรายังเปล่งปลั่ง ขาวใสอยู่มั้ยหรือว่าหมองคล้ำ แลดูหม่นหมอง ไม่มีสง่าราศี ไม่น่ามองเอาเสียเลย เราลองมาดูกันสิว่าผิวหมองคล้ำเกิดจากอะไร  และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง

ผิวหมองคล้ำเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น

  1. การโดนแสงแดดสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ แสงประเภทอื่นๆและความร้อนที่เราต้องเผชิญในทุกๆวัน สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญแสงแดดโดยตรง อาจจะใช้ร่มกางหรือเสื้อแขนยาว ใส่หมวก ใส่แว่นกันแดด และใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความชุ่มชื้นเหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน และควรใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสม SPF ที่เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ และทาทุกครั้งก่อนออกแดดหรือทาซ้ำในระหว่างวันที่ต้องออกไปเจอแสงแดดทั้งวันหรือบ่อย
  2. การแต่งหน้าเป็นประจำและอาจทำความสะอาดเครื่องสำอางไม่หมดจด ทำให้มีเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกไปอุดตันในรูขุมขนได้ และเป็นสาเหตุของผอวหมองคล้ำ ควรใช้คลีนเซอร์สำหรับเช็ดเครื่องสำอางหยดลงบนสำลีแล้วเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด จากนั้นค่อยล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าและเมื่อล้างหน้าเสร็จแล้ว ก็ใช้น้ำเกลือหยดลงบนสำสีให้ชุ่มน้ำมาเช็ดหน้าให้สะอาดก่อนลงครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่เหมาะกับผิวของแต่ละคน
  3. การผลัดเซลล์ผิวในแต่ละช่วงอายุก็มีผลต่อความหมองคล้ำของผิว เปลี่ยนครีมบำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวและ ช่วงวัย
  4. การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เหมาะสมและไม่เพียงพอ โดยต้องนอนหลับพักผ่อน อย่างน้อยวันละ 6-8 ชม. เวลานอนที่เหมาะสมคือประมาณ 4 ทุ่ม – 6 โมงเช้า ไม่ใช่นอน ตี 3 แล้วตื่น 11 โมง อันนี้ถือเป็นการนอนที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้จะใช้เวลานอนครบ 8 ชม.ก็ตาม
  5. ดื่มน้ำน้อยก็ทำให้ผิวหมองคล้ำลง ควรดื่มน้ำที่สะอาดอย่างน้อยวันละ8 แก้ว ไม่ต้องดื่มครั้งละมากๆ ให้ค่อยๆดื่มเรื่อยๆไปทั้งวัน
  6. รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยและถูกหลักโภชนาการ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินชนิดต่างๆและมีกากใยที่ช่วยในระบบขับถ่าย เมื่อระบบขับถ่ายดีก็จะส่งผลให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ
  7. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30-60 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน โดยออกกำลังกายในระดับที่ทำให้หัวใจเต้น เพื่อกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ช่วยให้เลือดสูบฉีด มีเลือดฝาด ดูเป็นคนผิวสุภาพดี

รู้สาเหตุและการดูแลรักษาเมื่อผิวหมองคล้ำกันแล้ว อย่าลืมหมั่นสังเกตและดูแลผิวพรรณของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมดูแลสุขภาพจิตในให้สดใส ร่าเริง ไม่ตึงเครียดด้วยนะคะ นอกจากจะทำให้เป็นคนที่ผิวพรรณดี เปล่งปลั่งแล้วยังทำให้ดูเป็นคนที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลอีกด้วยนะคะ

Untitled-19

ผิวแพ้ง่าย

ในการดูแลผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอยู่เสมอ มักพบกับปัญหาผิวแพ้ง่ายที่เกิดขึ้นอยู่สมอ ซึ่งส่วนผิวหนังของร่างกายก็แพ้ได้ง่ายเช่นกัน ถ้าหากไม่รีบหาวิธีป้องกัน จะยิ่งทำให้แพ้ไปเรื่อยๆ และกลายเป็นต้นเหตุของการเกิดภูมิแพ้ได้ในที่สุด ในเวลาที่แสดงอาการมักจะเกิดผื่นขึ้นรวมถึงอาจเกิดอาการคันร่วมด้ว ในบริเวณที่แพ้ และหากทราบปัญหาว่าสาเหตุที่แพ้เกิดจากอะไร ก็จะช่วยให้ป้องกันได้ถูกจุด และอาการแพ้ที่ว่านี้อาจหายไปเลยก็ได้ เราลองมาดูสาเหตุการแพ้ว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง

  1. ปัจจัยที่เกิดจากร่างกาย หากเป็นผิวแพ้ง่ายในวัยเด็กจะเกิดจากไปสัมผัสถูกสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เนื่องจากผิวหนังจะค่อยๆมีการเจริญเติบโตตามร่างกาย ทำให้ในวัยเด็กมักมีผิวหนังที่ค่อนข้างบอบบาง ส่วนในวัยผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากทุกคนจะโตเต็มที่ในช่วงอายุ 20-30 ปี และหลังจากนั้นเมื่อผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพ ก็จะไม่สามารถผลิตน้ำมันออกมาได้มากเท่าในช่วงวัยรุ่นทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการระคายเคืองได้จนเกิดผิวแพ้ง่ายได้ ทั้งนี้หากว่าเป็นคนที่ผิวแห้งอยู่แล้วหรือต้องการรักษาผิวพรรณไม่ให้แพ้ง่าย ควรดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการรับประทานผัก ผลไม้ ก็สามาถช่วยได้เช่นกัน
  2. สิ่งที่ทำให้เกิดผิวแพ้ง่ายจากสถานการณ์ต่างๆ เข่น
  • อยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน การอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน ทำให้เหงื่อไม่ออก อากาศเย็นสบาย แต่หารู้ไม่ว่า หากไม่ให้เหงื่อได้ออกบ้างจะทำให้ผิวเสียสมดุล ทำให้เกิดการระคายเคืองขึ้นได้
  • จากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในบางรายแพ้แอลกอฮอล์อยู่แล้ว หากยิ่งดื่มจะทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่าย และมีผื่นแดงรวมถึงมีอาการคันบริเวณที่ผื่นขึ้นด้วย
  • รังสียูวี จากการสัมผัสแสงอาทิตย์มากเกินไปในเวลากลางวัน (ช่วงแดดอ่อนไม่นับเนื่องจากมีวิตตามิน D) โดยไม่ทาครีม ซึ่งอาจเกิดอาการโดนแดดเอาจนเกิดอาการแพ้แสงแดดได้
  • จากเครื่องสำอางค์บางชนิด ซึ่งมีส่วนทำให้น้ำธรรมชาติตามผิวหนังแห้งหายไป จนอาจเกิดการระคายเคืองขึ้นได้

 

หากว่าเกิดอาการแพ้ขึ้นมา วิธีการแก้ไขคือ การบำรุงผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศใช้สำหรับทาเมื่อหน้า หรือผิวหนังส่วนต่างๆแห้ง เช่น หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ทาบริเวณผิวหน้า ก็จะช่วยลดอาการผิวหน้าแห้งซึ่งจะช่วยลดการเกิดผิวแพ้ง่ายได้อีกด้วย ไม่ควรแต่งหน้ามากเกินไปเพราะจะทำให้แพ้เครื่องสำอางค์ได้ นอกจากนั้นควรดื่มน้ำมากๆและออกกำลังกายอยู่เสมอด้วย

close